1 ธันวาคม วันเอดส์โลก (World AIDS Day)
เอชไอวีเป็นไวรัส ส่วนเอดส์เป็นระยะของโรค ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีเชื้อจะเป็นเอดส์ ปัจจุบันการรักษาต่อเนื่องช่วยให้มีสุขภาพและชีวิตยืนยาวได้ แม้ยังไม่มีวิธีรักษาหายขาดที่ใช้ทั่วไป ไม่กล่าวว่ายอดเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีปีและข้อมูลรองรับ [1]
ดังนั้น จึงได้มีการพยายามหามาตรการเพื่อป้องกัน และหยุดยั้งโรคเอดส์ให้เป็นผลสำเร็จ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เป็น "วันเอดส์โลก" หรือ "World AIDS Day" ซึ่งเริ่มครั้งแรกในวันที่ 1 ธันวาคม 2531 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
- เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงอันตรายจากการติดต่อของโรคเอดส์ และการเจ็บป่วยจากโรคเอดส์
- เพื่อสร้างเสริมและสนับสนุนให้มีมาตรการการป้องกันโรคเอดส์ให้มากยิ่งขึ้นในสังคมทุกระดับ
- เพื่อให้มีการจัดกิจกรรมต่อต้านต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
- เพื่อส่งเสริมให้เกิดการยอมรับ และห่วงใยต่อผู้ป่วยและผู้มีเชื้อเอชไอวี
- เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
คำขวัญวันเอดส์โลก และธีมรณรงค์วันเอดส์โลก
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา จะมีการกำหนดธีมและคำขวัญวันเอดส์โลกขึ้น
คำขวัญวันเอดส์โลก 2561 "Know Your Status"
U=U หมายถึงผู้มีเชื้อเอชไอวีที่รักษาต่อเนื่องและคงระดับไวรัสต่ำกว่าเกณฑ์ตามที่ทีมดูแลยืนยัน จะไม่ถ่ายทอดเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่การหายขาดหรือเหตุให้หยุดยา และไม่ใช้หลักนี้รับรองทุกช่องทางถ่ายทอด
[2]
โรคเอดส์เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
HIV ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดโรคฉวยโอกาสและเข้าสู่ระยะเอดส์ได้ แต่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดกับทุกคน การเริ่มดูแลและรักษาต่อเนื่องช่วยลดความเจ็บป่วย ไม่ใช้สถานะ HIV เป็นคำตัดสินอายุขัยหรือคุณค่าของบุคคล [1]
อย่างไรก็ตาม การที่คนเราจะได้รับเชื้อเอชไอวี หรือที่เรียกกันจนติดปากว่ารับเชื้อเอชไอวีได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะติดกันได้ง่าย ๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน เว้นแต่จะมีช่องทางการติดที่เฉพาะจริง ๆ เท่านั้น โดยมีข้อสังเกตง่าย ๆ 3 ประการ ดังนี้
- ต้องได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย โดยต้องมาจากแหล่งที่มีปริมาณเชื้อมากพอที่จะทำให้ติด ได้แก่ เลือด น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด
- เชื้อที่จะทำให้ติดต่อได้นอกจากเรื่องปริมาณแล้ว เชื้อต้องมีคุณภาพและแข็งแรง เช่น ในเลือด น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด รวมทั้งต้องมีอาหารและมีสภาพที่พอเหมาะที่จะทำให้เชื้อเติบโตได้ แต่ถ้าไปอยู่ในน้ำลาย น้ำตา เชื้อไวรัสจะอยู่ในสภาพที่เป็นกรด เป็นด่าง ทำให้มันไม่แข็งแรง ไม่มีคุณภาพ เติบโตไม่ได้ หมดความสามารถที่จะทำให้ติดต่อได้
- ต้องเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการสัมผัสส่งตรงต่อเชื้อได้โดยตรง เช่น การใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน หรือการร่วม โดยในกรณีการร่วมเพศ ถ้าฝ่ายชายมีเชื้ออยู่เชื้ออาจจะผ่านเข้าสู่ร่างกาย ทางเยื่อบุช่องคลอด หรือถ้าผู้หญิงมีเชื้ออยู่ เชื้ออาจจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทางปลายเปิดขององคชาต
ผู้ที่อาจมีโอกาสสัมผัสเชื้อรับเชื้อเอชไอวี
สถานการณ์หรือช่องทางที่อาจเพิ่มโอกาสสัมผัสเอชไอวี ได้แก่ [3]
- โอกาสรับเชื้อขึ้นกับการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งผ่านช่องทางที่ถ่ายทอดได้ และการใช้วิธีป้องกัน ไม่ตัดสินจากเพศวิถีหรือจำนวนคู่นอน ผู้มีเชื้อที่รักษาและคงระดับไวรัสตามเกณฑ์ U=U จะไม่ถ่ายทอดเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้สถิติเก่าที่ไม่ระบุปีเป็นสถานการณ์ปัจจุบัน [3] [2]
- ผู้ติดยาเสพติด โดยใช้กระบอกฉีดยา หรือเข็มฉีดยาเดียวกันกับผู้ป่วยโรคเอดส์
- ผู้ที่ได้รับเลือด หรือผลิตภัณฑ์จากเลือด เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้มีเชื้อเอชไอวี หรือรับเลือดในขณะผ่าตัด
- ทารกติดเชื้อเอดส์จากมารดาที่มีเชื้อ HIV โดยมารดาจะแพร่เชื้อเอดส์ไปสู่ลูกในครรภ์
ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์
จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุชัดว่า เชื้อเอชไอวีไม่สามารถแพร่สู่กันได้โดยการติดต่อในชีวิตประจำวันกับผู้มีเชื้อเอชไอวี และไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการกอด การสัมผัสมือที่เป็นการทักทายแบบชาวตะวันตก หรือการปฏิสัมพันธ์ภายนอกอื่น ๆ เช่น การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การใช้เตียงนอนร่วมกัน การใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารหรือรถแท็กซี่ร่วมกัน
นอกจากนี้ เอชไอวีไม่ใช่โรคติดต่อทางอากาศ เหมือนกับไข้หวัด และไม่ติดต่อผ่านทางแมลง หรือ ยุง โดยทั่วไปแล้วเชื้อเอชไอวีติดต่อกันผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ากว่าร้อยละ 80 ของผู้มีเชื้อไวรัสเอชไอวีติดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน การแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกาย เช่น อสุจิ เลือด หรือของเหลวในช่องคลอด
นอกจากนี้เชื้อเอชไอวียังสามารถติดต่อผ่านทางการใช้เข็ม หรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกันของผู้ใช้ยาเสพติด ขณะที่ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถแพร่เชื้อไปสู่ลูกได้ในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่
สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย กรมควบคุมโรค ระบุว่า จากการคาดประมาณจำนวนผู้มีเชื้อเอชไอวีและผู้มีเชื้อเอชไอวี พบว่า ในปี 2560 มีผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ 442,127 คน และมีผู้มีเชื้อรายใหม่ 5,801 คน เฉลี่ยวันละ 16 คน นับเป็นตัวเลขที่สูงไม่น้อย
ทั้งนี้ ประเทศไทยตั้งเจตนารมณ์ไว้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 จะต้องยุติปัญหาเอดส์ โดยลดจำนวนผู้มีเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้เหลือปีละไม่เกิน 1,000 คน ลดการเสียชีวิตในผู้มีเชื้อเอชไอวีเหลือปีละไม่เกิน 4,000 คน และลดการรังเกียจ และการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศสภาพลงร้อยละ 90
การป้องกันตัวเองจากโรคเอดส์ เราสามารถป้องกันโรคเอดส์ได้โดย
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์
- รักเดียว ใจเดียว
- ก่อนแต่งงาน หรือมีบุตร ควรตรวจร่างกาย ตรวจเลือด
- ขอรับคำปรึกษาเรื่อง โรคเอดส์ จากแพทย์ก่อน
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดใช้สารเสพติดทุกชนิด
หน่วยงานที่ให้การบริการปรึกษาปัญหาสุขภาพ และโรคเอดส์
ผู้ที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์ เพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่
- กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โทร. 0-2286-0431, 0-2286-4483
- โรงพยาบาลบำราศนราดูร โทร. 0-2590-3737, 0-2590-3510
- กองควบคุมโรคเอดส์ กทม. โทร. 0-2860-8751-6 ต่อ 407-8
- มูลนิธิศูนย์ฮอตไลน์ โทร. 0-2277-7699, 0-2277-8811 (โทรฟรี)
- มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ โทร. 0-2372-2222
- สถานบริการสาธารณสุข และโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง
มาช่วยกันรณรงค์หยุดยั้งโรคเอดส์ อันตรายใกล้ตัวคุณ ในวันที่ 1 ธันวาคม นี้ โดยผู้ที่ประเมินว่าตนเองมีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี สามารถเข้ารับคำปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้ฟรีที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง เพื่อให้รู้สถานะการติดเชื้อของตนเอง เพราะหากรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวี จะได้เข้ารับการรักษาทันที ทำให้วางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างรวดเร็ว เป็นการหยุดการแพร่ระบาดเชื้อเอชไอวีได้อีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้สามารถดาวน์โหลดข้อมูลและสื่อต้นแบบได้ที่เว็บไซต์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ aidssti.ddc.moph.go.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ขอบคุณข้อมูลจาก: กระปุกดอทคอมหมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
อ้างอิงตามข้อความที่ตรวจทาน
ตรวจทานและปรับปรุงเนื้อหา: 14 ตุลาคม 2569
